รางจืด : ราชาแห่งการถอนพิษ

รางจืด หรือ ว่านรางจืด ชื่อสามัญ Laurel clock vine, Blue trumpet vine เป็นพืชที่รู้จักกันดีในจำนวนพืชที่สามารถแก้พิษ และกำจัดสารพิษในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ขื่อว่าเป็น “ราชาแห่งการถอนพิษ” นอกจากนั้น คนโบราณยังนิยมใช้สำหรับแก้พิษจากสัตว์ต่างๆ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันนอกเฉียงใต้ อาทิ ไทย และพม่า บ้านเราพบมากตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป แต่ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสรรพคุณเด่นในการขจัดพิษต่างๆ ทั้งพิษจากพืช พิษจากสัตว์ และพิษจากสารเคมี จึงนิยมนำมาปลูกตามบ้านเรือนทั่วไป

รางจืด หรือ ว่านรางจืด เป็นพืชเถาที่มีอายุนานหลายปี ในวงศ์ เหงือกปลาหมอ ACANTHACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia laurifolia Lindl. ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า รางเย็น คาย (ยะลา), ดุเหว่า (ปัตตานี), ทิดพุด (นครศรีธรรมราช), ย่ำแย้ แอดแอ (เพชรบูรณ์), น้ำนอง (สระบุรี), จอลอดิเออ ซั้งกะ ปั้งกะล่ะ พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กำลังช้างเผือก ยาเขียว เครือเขาเขียว ขอบชะนาง (ภาคกลาง), ว่านรางจืด เป็นต้น

สมุนไพรรางจืด “ราชาแห่งการถอนพิษ” เป็นสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปเลือกใช้เพื่อใช้แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ สารตะกั่ว ฯลฯ ยิ่งเมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การจะนำส่งแพทย์เพื่อรับการรักษาอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน จนอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่แถวบ้าน เราก็สามารถใช้ใบรางจืดที่ไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไป หรือใช้รากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ในขนาดปริมาณเท่านิ้วชี้มาใช้เพื่อรักษาบรรเทาอาการของพิษเฉพาะหน้าไปก่อน ก่อนที่จะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยานั้นก็ได้แก่ ใบ ราก และเถาสด

คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของรางจืด

• Antioxidant activity (ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ) : จากการศึกษาพบว่า สารต้านอนมูลอิสระที่สำคัญที่พบในรางจืดประกอบด้วย

o กลุ่มโพลีฟีนอล (polyphenol) ได้แก่ กรดฟีนอลิค (phenolic acids) เช่น gallic acid และ caffeic acid protocatechuic acid ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

o กลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ได้แก่ apigenin และ apigenin glucosides โดยเฉพาะ apigenin ซึ่งเป็นสารสำคัญในรางจืดที่สามารถยับยั้งพิษของสารหนู

• Antiproliferative activity (ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ (มะเร็ง)) : การศึกษาฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ กล่าวคือสารใดๆ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แต่รางจืดมีฤทธิ์ต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวคือนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าให้สัตว์ทดลองกินรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งรางจืดแบบสดและแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของรางจืด โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ได้แก่ caffeic acid และ apigenin และสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a และ pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

• Hepatoprotective activity (ฤทธิ์ในการปกป้องตับ) : มีการวิจัยเรื่องใบรางจืดสามารถปกป้องตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ที่ได้รับสารพิษ พ.ศ. 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบรางจืดน่าจะมีผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำรางจืดแสดงฤทธิ์ดังกล่าว ทั้งในหลอดทดลองและในหนูทดลอง นอกจากนี้จากงานวิจัยยังพบว่า สารสกัดจากใบรางจืดช่วยปกป้องตับจากอันตรายของแอลกอฮอล์ในหนูทืดลอง โดยสามารถช่วยลด ALT AST และช่วยในการปฟื้นฟูตับของหนูทดลองที่ถูกทำลายด้วยแอลกอฮอล์อีกด้วย

• Detoxifying effect (ฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษ)

o มีฤทธิ์ต้านพิษของสารกำจัดศัตรูพืช(ยาฆ่าหญ้า) : รางจืด ต้านพิษยากำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตได้ เนื่องมาจากสารสกัดของสมุนไพรชนิดนี้มีผลลดการยับยั้งเอนไซม์ cholinesterase หรือทำให้ระดับเอนไซม์ cholinesterase เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ยับยั้ง lipid peroxidation ซึ่งเป็นกลไกการออกฤทธิ์ต้านพิษพาราควอตอีกกลไกหนึ่งด้วย นอกจากนี้มีรายงานการวิจัยมีการศึกษาทดลองฤทธิ์ลดไข้ในหนูขาว พบว่าได้ผลดี โดยทดสอบใช้ใบรางจืดแก้พิษยาฆ่าแมลง Folidol-E พบว่าน้ำสกัดจากใบรางจืดร่วมกับ Nropine สามารถลดอัตราการตายของสัตว์ทดลองในหนู และพบว่าน้ำสกัดใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านพิษยาฆ่าแมลงชนิดorganophosphate ได้

o มีฤทธิ์ต้านพิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชพิษ : รางจืดช่วยแก้พิษแมงดาทะเลได้ ซึ่งสารพิษที่อยู่ในแมงดาทะเล คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) สารนี้จะพบในแมงดาทะเลและปลาปักเป้า มีพิษทำให้ผู้ป่วยอาจถึงตายได้ ซึ่งวความรุนแรงของอาการพิษขึ้นอยู่กับปริมาณไข่แมงดาทะเลที่ได้รับ มีรายงานการใช้รางจืดแก้พิษกับผู้ป่วยที่กินไข่แมงดาทะเลที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นหมดสติว่า มีการใช้น้ำสมุนไพรรางจืดทาง NG tube 40 นาที ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวและอาการดีขึ้นตามลำดับ

o มีฤทธิ์ต้านพิษของตะกั่วต่อสมอง : พบว่ารางจืด คือ สมุนไพรที่สามารถลดความเสี่ยงและช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากการปนเปื้อนสารตะกั่วที่มาจากไอเสียน้ำมันเบนซินที่มีการสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคพิษสารตะกั่วเรื้องรังในระยะยาวได้ โดยสารตะกั่วเหล่านี้จะเข้าไปสะสมในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ (Hippocampus) จากการศึกษาพบว่า รางจืดสามารถช่วยลดอัตราการตายของเซลล์สมองอันเนื่องมาจากพิษของตะกั่ว อีกทั้งยังสามารถยับยั้งการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระในสมองที่เกิดจากพิษของตะกั่วได้อีกด้วย นอกจากนี้ พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบรางจืดช่วยป้องกันการตายของเซลล์ประสาทของหนูทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถป้องกันสูญเสียการเรียนรู้และความจำได้อย่างมีนัยสำคัญ

o มีฤทธิ์ต้านพิษเหล้า : การศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ ของคณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดลองและในหนูแรตทีได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว เนื่องจากสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด hepatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด และเพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และ aldehyde dehydrogenase ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดให้ผลลดภาวะซึมเศร้าและทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ไม่มีผลลดความวิตกกังวล โดยสารสกัดราถงจืดช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะที่บริเวณ nucleus accumbens และ ventral tegmental area

o มีฤทธิ์ต้านสารเสพติด : ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงได้ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน และโคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในขณะที่ผู้ป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน รวมทั้งไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวข้องกับ reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืดอาจเกิดความพิงพอใจเช่นเดียวกับการรับยาเสพติด หากนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทรายมาก จึงมีแนวโน้มที่จะนำมาใช้ในการทำให้ผู้ที่ติดยาเสพติดสามารถเลิกเสพยาเสพติดได้

o ช่วยยับยั้งพิษจากสารหนู

o ช่วยยังยั้งพิษจากแคดเมียม : จากการทดลองในหนูทดลองพบว่า รางจืดสามารถช่วยปกป้องการทำลายของแคดเมียมที่ไตได้

• Anti-diabetes effect (ฤทธ์ในการต้านเบาหวาน) รางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด โดย สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน และทำให้เบต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างบางส่วนแม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม

• Anti-inflammatory activity (ฤทธิ์ต้านอักเสบ) : มีรายงานว่า รางจืดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบสูงกว่ามังคุดประมาณ 2 เท่า และสารสกัดรางจืดในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบได้ดีเท่ากับสเตียรอยด์ครีม นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ได้มีการยืนยันรายงานการศึกษาที่ระบุว่า รางจืด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและสามารถต้านไวรัสโรคเริมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ได้มีการออกมาสนับสนุนให้มีการใช้รางจืดในการรักษาผดผื่นคัน เริม งูสวัด หรืออาการผิวหนังอักเสบอื่นๆ โดยยังสามารถแก้ผื่นคันจากอาการแพ้และอักเสบต่างๆ ได้อีกด้วย

• Anti-hypertensive activity (ฤทธิ์ลดความดันโลหิต) : จากการทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่าการสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor และทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว และช่วยขับปัสสาวะ

ในปัจจุบันผู้คนได้รับสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 45% โดยสารพิษเหล่านี้ร่างกายต่างก็ไม่ต้องการ เพราะเมื่อเกิดการสะสมเข้าไปในร่างกายในปริมาณมากและต่อเนื่อง ก็อาจจะทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ขึ้นมาได้ในอนาคต อย่างเช่น โรคมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่าอัตราการเกิดโรคของคนในยุคปัจจุบันนี้ก็ได้เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วัน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองด้วยแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะปัจจุบันปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาในบ้านเราอย่างมาก การใช้สมุนไพรรางจืดนี้อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการช่วยขับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ในอนาคตนั่นเอง

แหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน (ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร), สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (รศ. พร้อมจิต ศรลัมพ์ ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ )

PHCOG J. Review Article : Phytochemistry and Pharmacological Properties of Thunbergia laurifolia : A Review ; Eric W.C. Chan et al ;Faculty of Applied Sciences UCSI Univerisity (http://www.phcogfirst.com/sites/default/files/PJ_3_24_1.pdf)

Journal of Medicinal Plants Research Vol 7(12) : Review Thunbergia laurifolia, a new choice of natural antioxidant to prevent oxidative stress-related pathology : A review ; Sorawoot Palipoch et al ; School of Medicine, Walailuck University (https://www.researchgate.net/profile/Sarawoot_Palipoch2/publication/258358455_Thunbergia_laurifolia_a_new_choice_of_natural_antioxidant_to_prevent_oxidative_stress-related_pathology_A_review/links/02e7e5280da002b7a4000000/Thunbergia-laurifolia-a-new-choice-of-natural-antioxidant-to-prevent-oxidative-stress-related-pathology-A-review.pdf)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *